วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Multiprocessing

Multiprocessing คือการทำงานเพื่อให้ประมวลผลเร็วขึ้น โดยใช้ CPU ที่มากกว่าหนึ่งตัวเข้ามาทำงานร่วมกัน ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลายๆคำสั่งงานในเวลาเดียวกัน โดยที่ระบบปฏิบัติการจะทำหน้าที่เป็นตัวประสานการทำงานของซีพียูที่มากกว่าหนึ่งตัวนี้ให้ทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดี และถึงแม้ซีพียูตัวใดตัวหนึ่งเสีย ซีพียูตัวอื่นก็ยังสามารถทำงานแทนกันได้ ถือเป็นการร่วมประมวลผลของโปรแกรม โดยใช้หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์มากกว่าหนึ่งเครื่องขึ้นไป
ระบบประมวลผล หมายความว่า การจัดสรรการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่าหนึ่งเครื่องขึ้นไป โดยที่การจัดสรรนั้นสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ หลายๆ เครื่องสามารถที่จะทำงานบนโปรแกรมเดียวกันในเวลาเดียวกัน
ระบบประมวลผลแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1. ระบบหลายตัวประมวลแบบแบ่งสัดส่วน (Symmetric Multiprocessing) การทำงานของระบบประมวลผลแบบนี้จะทำการแบ่งสัดส่วนการใช้งานของหน่วยความจำและช่องทางในการรับส่งของข้อมูล อีกทั้ง ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ก็ถูกแบ่งใช้กันกับระบบประมวลผลอื่นทั้งหมด หรือในอีกความหมายหนึ่งระบบนี้ ถูกเรียกว่าระบบแบ่งปันทุกอย่าง โดยส่วนใหญ่แล้วระบบนี้จะใช้หน่วยประมวลผลไม่เกิน 16 หน่วย
2. การประมวลผลขนานกันแบบกลุ่ม (Massively Parallel Processing) ระบบ ประมวลผลแบบนี้สามารถใช้หน่วยประมวลผลมากถึง 200 หน่วยหรือมากกว่านั้น ระบบประมวลผลแบบนี้สามารถที่จะทำงานในโปรแกรมใช้งานเดียวกันได้ โดยที่ แต่ละหน่วยประมวลผลมีระบบปฏิบัติการและหน่วยความจำเป็นของตัวเอง แต่การเชื่อมต่อระหว่างกันในการจัดสรรช่องทางรับส่งข้อมูลนั้น อนุญาตให้สามารถสื่อสารกันได้ระหว่างหน่วยประมวลผล แต่โดยการติดตั้งระบบประมวลผลแบบนี้ จะมีความซับซ้อนยุ่งยากกว่า เนื่องจากจะต้องคำนึงถึงการแบ่งส่วนฐานข้อมูลที่ใช้โดย ทั่วไป ไปยังแต่ละหน่วยประมวลผลและจะทำอย่างไรถึงจะจัดสรรงานให้กับแต่ละหน่วยประมวลผลได้อย่างลงตัว ดังนั้นคนทั่วไปจึงเรียกระบบนี้ว่าระบบที่ไม่แบ่งปันอะไรเลย
ระบบหลายตัวประมวลนั้น บางครั้งอาจจะทำให้เกิดการสับสนกับระบบการทำงานหลายโปรแกรม (Multiprogramming) ซึ่งจริงๆแล้วการทำงานของระบบหลายตัวประมวลนั้น หมายความว่าโปรแกรมเดียวกันแต่ถูกทำงานโดยหน่วยประมวลผลหลายหน่วย ซึ่งต่างกับระบบการทำงานหลายโปรแกรมที่หมายความว่าหน่วยประมวลผลเดียวสามารถทำงานได้หลายโปรแกรม
ข้อดีของระบบ Multiprocessing
ระบบหลายตัวประมวลนั้นทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานและประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้น เพราะบางครั้งการทำงานของโปรแกรมอาจต้องการใช้ทรัพยากรอื่นๆ ถ้าหากใช้ตัวประมวลเดียวก็จะทำให้ต้องรอจนกว่าตัวประมวลนั้นจะว่าง จึงสามารถใช้ทรัพยากรได้

XHTML

XHTML

XHTML ย่อมาจาก eXtensible Hyper Text Markup Language คือภาษาคอมพิวเตอร์ประเภท Markup Language ที่รวมเอาทั้ง ภาษา HTML และ XML ไว้ด้วยกัน กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ HTML ประโยชน์ของมันคือการสร้างเว็บเพื่อการส่งข้อมูลทั่ว ๆ ไป และเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างแท็กใหม่ ๆ ได้อีกด้วย (โดยที่เรากำหนดได้ด้วยว่าจะให้แท็กเหล่านั้นแสดงผลอย่างไร) ทั้งยังรองรับภาษาอื่น ๆ ที่ใช้ XML เป็นฐาน เช่น (SVG, MathML, chemML, SMIL) ในภาษา XHTML คำสั่งต่างๆนั้นก็ยังเหมือนกับ HTML แต่จะมีความเข้มงวดในเรื่องโครงสร้างภาษามากกว่า และมีการตัด tag และ attribute ที่ล้าสมัยออกไป

จากข้อเสียของ HTML ที่เมื่อแสดงผลผ่านเบราเซอร์์ของค่ายต่างๆ เช่น Internet Explorer, Firefox, Netscape, Opera และอื่นๆ ได้ผลที่แตกต่างกัน เว็บเพจที่ออกแบบมาอย่างดีของเรา อาจดูสวยงามถูกต้องใน IE แต่กลับผิดเพี้ยนไปเมื่อดูด้วย Firefox จึงได้นำ XHTML มาใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดย XHTML เป็นผลจากการนำ HTML 4.0 มาปรับปรุงใหม่ให้สามารถใช้กับแอพพลิเคชันต่าง ๆ ได้มากขึ้น เป็นการเปลี่ยนกรอบของ HTML ให้เป็น XML สมาคมเวิล์ดไวด์เว็บ (World Wide Web Consortium หรือ W3C) จึงประกาศรับรองคุณสมบัติ XHTML เพื่อช่วยให้การใช้อินเทอร์เน็ต ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงบนพีซีอีกต่อไป แต่สามารถขยายการใช้งานออกไปได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะบนอุปกรณ์ไร้สายได้ด้วย ดังนั้น ต่อไปไม่ว่าจะแสดงเว็บเพจของเราในเบราเซอร์์ค่ายใด ก็สามารถแสดงผลได้เหมือนกันอย่างถูกต้อง และการใช้งานอินเตอร์เน็ตจะไม่จำกัดอยู่แค่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่สามารถขยายการใช้งานออกไปได้กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ต่างๆ





LAN

LAN ย่อมาจาก Local Area Network คือระบบเครือข่าย แบบเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันในระยะจำกัด เช่น ในอาคารเดียวกัน หรือบริเวณเดียวกันที่สามารถลากสายถึงกันได้โดยตรง ส่วนมากจะใช้สายเคเบิ้ล หรือ ที่เรียกกันว่า สายแลน เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ อัตราเร็วของเครือข่าย LAN อยู่ที่ระหวาง 1-100 Mbps ทั้งนี้ความเร็วขอมูลขึ้นอยู่กับ ตัวกลางสายส่งที่ใช้ เทคนิคการส่งสัญญาณ และข้อกำหนดของผู้ให้บริการเน็ตเวิร์ค



การเชื่อมโยงเครือข่ายแบบแลน มี 3 รูปแบบ คือ

1.Bus มีการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 10-100 MB/sจะเชื่อมต่อกันบนสายสัญญาณเส้นเดียวกัน โดยจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า T-Connector เป็นตัวแปลงสัญญาณข้อมูลเพื่อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และ Terminator ในการปิดหัวท้ายของสายในระบบเครือข่ายเพื่อดูดซับข้อมูลไม่ให้เกิดการสะท้อนกลับของสัญญาณ

2.Star เป็นระบบที่มีเป็นการต่อแบบรวมศูนย์ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต่อสายเข้าไปที่อุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch โดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch จะทำหน้าที่เปรียบศูนย์กลางที่ทำหน้าที่กระจายข้อมูล โดยข้อดีของการต่อในรูปแบบนี้คือ หากสายสัญญาณเกิดขาดในคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆจะสามารถใช้งานได้ปรกติ แต่หากศูนย์กลางคือ Hub หรือ Switch เกิดเสียจะทำให้ระบบทั้งระบบไม่สามารถทำงานได้ทั้งระบบ

3.Ring เป็นระบบที่มีการส่งข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีเครื่อง Server หรือ Switch ในการปล่อย Token เพื่อตรวจสอบว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ใดต้องการส่งข้อมูลหรือไม่และระหว่างการส่งข้อมูลเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆที่ต้องการส่งข้อมูลจะต้องทำการรอให้ข้อมูลก่อนหน้านั้นถูกส่งให้สำเร็จเสียก่อน

ข้อดีของระบบ LAN

เนื่องจาผู้ใช้คอมพิเตอร์ในวง LAN เดียวกันสามารถใช้ทรัพยากรที่มีในวง LAN ร่วมกันได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อสำหรับอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ หรือสแกนเนอร์ เป็นต้น การขนย้ายข้อมูลระหว่างเครื่องต่อเครื่องในระบบ ทำได้รวดเร็วกว่าการขนย้ายข้อมูลด้วยแผ่นดิสเก็ต เป็นระบบพื้นฐานในการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต

ข้อเสียของระบบ LAN

ถ้าสายเคเบิ้ลขาดจะไม่สามารถโอนถ่ายข้อมูลได้

ทำความรู้จัก IP 127.0.0.1 คืออะไร หมายเลขไอพีของเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา


IPv4 ไอพีวี 4 คืออะไร

สำหรับ IP ภายนอกสามารคเช็คได้ด้วยโปรแกรม นี้ http://www.mindphp.com/tools/checkip/index.php

จอภาพ(monitor)

จอภาพ เป็นอุปกรณ์ที่รับสัญญาณจากการ์ดแสดงผล มาแสดงเป็นภาพบน จอภาพ ซึ่งเทคโนโลยีจอภาพในปัจจุบันคงจะเป็น จอภาพแบบ Trinitron และ Flat Screen(จอแบน) ไม่ว่าจะเป็น CRT(moniter ทั่วไป) หรือ LCD (จอที่มีลักษณะ

แบนเรียบทั้งตัวเครื่อง) จอแบนจะมีประสิทธิภาพ ในการแสดงผลมากกว่าจอปกติ เพราะสามารถลดแสดงสะท้อนได้ดี กว่าทำให้ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า และปวดตา

เมื่อต้องทำงานนาน ๆ แต่ ราคาของจอแบนยังมีราคาสูงกว่า จอปกติพอสมควร

ทำให้ยังไม่เป็น ที่นิยมมากนัก แต่ในอนาคตอันใกล้จอแบนคงจะมีราคาที่ถูกกว่านี้

และเป็นมาตรฐานของจอภาพคอมพิวเตอร์ในอนาคต









การที่ผู้ใช้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ปรากฏบนจอภาพได้นั้น เป็นเพราะฮาร์ดแวร์อีกตัวหนึ่ง ที่ทำงาน ควบคู่กับจอภาพเรียกว่า การ์ดสำหรับแสดงผลจอภาพ (Display Adapter Card) เป็นวงจรภายใน เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานร่วมกับจอภาพ

จำนวนสีที่สามารถแสดงบนจอภาพได้นั้นเป็นตัวกำหนดว่าภาพบนจอจะมีสีสรรสมจริงเพียงใดโดยจอ VGA (Video Graphics Array) แสดงผลในโหมดความละเอียด 640X480 พิกเซล จอ SVGA (Super Video Graphics Array) แสดงผลในโหมดความละเอียด 800X600 พิกเซล จอภาพในปัจจุบันเกือบทั้งหมดใช้จอระดับนี้แล้วจอภาพที่ แสดงจำนวนสี 65,536 หรือ 16 บิตสี จะแสดงความสมจริงได้ดีพอสมควร เหมาะสำหรับงานการฟฟิก มัลติมีเดีย และสิ่งพิมพ์ ส่วนจอภาพที่แสดงจำนวนสี 16,777,216สีจะให้สีสมจริงตามธรรมชาติ สีระดับนี้เหมาะสำหรับงาน ตกแต่งภาพและงานสิ่งพิมพ์ระดับสูง

LCD นี้ย่อมาจาก Liquid Crystal Display ซึ่งหมายความว่า มอนิเตอร์แบบนี้ เป็นแบบผลึกเหลว ผลึกเหลวนี้เป็นสสารที่แทบจะเรียกได้ว่าโปร่งใส และมีคุณสมบัติ ก้ำกึ่งระหว่างของแข็ง และของเหลว คือว่า เมื่อตอนอยู่เฉยๆ เนี่ย ผลึกเหลวจะอยู่ในสถานะ ของเหลว แต่เมื่อมีแสงผ่านมา ก็จะเกิด การจัดเรียงโมเลกุลใหม่ ผลึกเหลวก็จะมีคุณสมบัติ เป็นของแข็งแทน ส่วนแสงที่ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะกลับมามีคุณสมบัติเป็นของเหลว เหมือนเดิม




สำหรับปัจจุบันนี้ มอนิเตอร์ LCD นั้นใช้กันอย่างแพร่หลายในฐานะที่เป็นมอนิเตอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ แบบพกพาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โน้ตบุ๊ค และ PDA (พวกเครื่องปาล์ม)รวมไปถึงก้าวมามีบทบาทแทนที่มอนิเตอร์แบบ

CRT (Cathode-ray tube)ของเครื่องตั้งโต๊ะที่เคยใช้กันแล้ว ในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็นสองแบบใหญ่ๆ ก็คือ

Dual-Scan Twisted Nematic (DSTN)

Thin Flim Transistor (TFT)




จอ LCD แบบ TFT หรือ Thin Film Transistor นั้นถูกพัฒนาเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง ของ จอ LCD แบบ DSTN โดยเป็นแบบ Active Matrix ทำให้มีการตอบสนอง ต่อการ เปลี่ยนแปลงของภาพที่เร็ว และมีความคมชัดขึ้น รวมทั้งมอนิเตอร์แบบ TFTจะมีรูปร่างบางกว่า มอนิเตอร์แบบ LCDปกติ จึงทำให้มันมีน้ำหนักเบากว่า และอัตรารีเฟรชของภาพก็ใกล้เคียง กับมอนิเตอร์แบบCRT เนื่องจากว่ากระแสไฟฟ้านั่นวิ่งเร็วกว่าจอ LCD แบบ DSTN


เปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยระหว่างมอนิเตอร์แบบ LCD กับ มอนิเตอร์แบบ CRT

LCD

CRT

พื้นที่ในการแสดงผลดีกว่ามากเมื่อเทียบขนาดเดียวกัน มุมมองมีแค่ 49-100 องศา 
มีมุมมองกว้างถึง >190 องศา ความสว่างสบายตา สว่างมาก (แสบตาถ้าต้องเพ่งนานๆ) 
อัตราการรีเฟรชของภาพแบบ(TFT)ใกล้เคียง CRT มีอัตราเร็วที่สุด 
การใช้พลังงานประหยัด กินไฟ การแผ่รังสี มีอัตราการแผ่รังสี =0 มีการแผ่รังสี พื้นที่ในการติดตั้ง
ใช้พื้นที่น้อยนิด ใช้พื้นที่ในการวางมากกว่า อายุการใช้งาน ประมาณ 6.85 ปี (2,500วัน) 6-8 ปี 

ข้อควรจำ

ใครที่ชอบเปิดคอมฯ และมอนิเตอร์ไว้เป็นเวลานานๆ โดยไม่ได้ใช้งาน อย่าลืมใช้ screen saver เพราะการที่ ลำแสง อิเล็คตรอนถูกยิงออกมาเพื่อ ฉายภาพเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่อยๆ จะทำให้เจ้าสารเรืองแสงที่เคลือบอยู่ที่ผิวจอ

เสื่อมได้ การใช้ screen saver ก็จะทำให้ลำแสงที่ยิงออกมาเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ฉายซ้ำอยู่ที่เดียวครับ

แหล่งจ่ายไฟสำหรับคอมพิวเตอร์(power supply)

Power Supply แหล่งจ่ายไฟ เป็นอุปกรณ์ที่จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยจะทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แหล่งจ่ายไฟในอดีตนั้น จะเริ่มจากแหล่งจ่ายกำลังไฟฟ้าแบบเชิงเส้น ซึ่งแหล่งจ่ายไฟชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่ โดยมีการออกแบบหม้อแปลงไฟฟ้าที่ความถี่สาย (line frequency) ให้ได้แรงดันไฟฟ้าในระดับที่ต้องการก่อน จากนั้นจะแปลงผ่านวงจรเรียงกระแสไปยังโหลดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จนกระทั่งปลายปี 1960 มีความต้องการใช้แหล่งจ่ายกำลังไฟฟ้าสำหรับงานการบินอวกาศ จึงมีการพัฒนาและประยุกต์จนเกิดเป็นแหล่งจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง (Switched mode) ขึ้น





ภาพแสดงลักษณะภายนอกแหล่งจ่ายไฟแบบลิเนียร์ (ซ้ายมือ) กับสวิตชิ่ง (ขวามือ)

จากที่แหล่งจ่ายไฟฟ้ากำลังแบบเชิงเส้นนั้นมีขนาดใหญ่ และน้ำหนักที่มากทำให้ไม่สามารถใช้ไดักับอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารชนิดพกพาต่างๆ ได้ จึงเป็นผลให้แหล่งจ่ายกำลังไฟฟ้าแบบเชิงเส้นถูกแทนที่ด้วยแหล่งจ่ายกำลังสวิตชิ่งและเป็นที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องของน้ำหนักและขนาดแล้ว ยังมีเรื่องของความสะดวกในการใช้งาน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า แหล่งจ่ายไฟฟ้าจากการไฟฟ้าของแต่ละประเทศนั้น จะมีระดับแรงดันที่ไม่เท่ากัน เช่น 100VAC 220VAC รวมถึงความถี่ที่ใช้เช่น 60Hz 50Hz ซึ่งในประเทศไทยเราใช้อยู่ที่ 220VAC 50Hz ดังนั้น ถ้าเป็นผู้ผลิตภาคจ่ายไฟ ย่อมอยากจะออกแบบภาคจ่ายไฟครั้งเดียวให้รองรับการใช้งานได้ทั่วโลก ซึ่งคุณสมบัติอย่างหนึ่งของภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งนั้น คือการรองรับย่านแรงดันอินพุตได้กว้าง เช่น 100-240VAC 50/60Hz ซึ่งทำให้ใช้งานได้ดีในกรณีที่แรงดันอินพุต หรือในระบบไม่นิ่ง ซึ่งจะยังคงรักษาระดับแรงดันขาออกได้คงที่
Switching Power Supply

Switching Power Supply สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย หรืออาจเรียกกันในชื่อของ Switch Mode Power Supplies (SMPS) เป็นอุปกรณ์แหล่งจ่ายไฟตรงคงค่าแรงดันแบบหนึ่งและสามารถเปลี่ยนแรงดันไฟสลับค่าสูงเป็นแรงดันไฟตรงค่าต่ำได้ ในชีวิตประจำวัน สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ตัวอย่างพวกเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ต้องการแหล่งจ่ายไฟที่มีกำลังสูง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เครื่องโทรสาร และอีกต่างๆ มากมายก็ล้วนแล้วแต่ใช้สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายในการจ่ายไฟแทบทั้งสิ้น

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เคส (Case)

Case คือ ฮาร์ดแวร์ที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ที่ห่อหุ้มอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไว้ เป็นฮาร์ดแวร์ที่รองรับฮาร์ดแวร์อื่นๆ เช่น Motherboard HDD CD-DVD PS พัดลมระบายอากาศ และ และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เป็นต้น มีลักษณะ เป็นทรงคล้ายรูปทรงสี่เหลี่ยม มีช่องว่างภายใน ใช้รองรับอุปกรณ์ต่าง ๆ 

ทำไมต้องมี Case ก็เพราะว่า เวลา ยกไปไหน ก็สะดวก ป้องกันไฟดูด อุปกรณ์ถูกจัดเป็นระเบียบ เก็บไว้ใน Case ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน ป้องกันอุปกรณ์เสียหาย เช่น โดนน้ำ โดนหนูเข้าไปอยู่ แมลงสาป รวมไปถึงการป้องกัน คลื่นรบกวนจากอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ตัวอื่น ๆ

บางทีสวยแต่รูปจูบไม่หอมก็มีมากมาย มันขึ้นอยู่กับขนาดของเมนบอร์ดและการใช้งาน โดยจะแบ่งออกเป็น Flex/Micro ATX Case เป็นเคสขนาดเล็ก, Medium Tower Case เป็นเคสที่นิยมใช้กันมากที่สุด เนื่องจากขนาดกำลังพอเหมาะ, Server/Tower Case เป็นเคสที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ Server มีขนาดใหญ่กว่าเคสที่ใช้กันทั่วไปมาก สำหรับวัสดุที่ใช้ทำเคสก็มีหลายประเภท เช่น เคสเหล็ก, เคสโลหะผสม, เคสอะลูมิเนียม, เคสพลาสติก, เคสผสม เคสประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มีหลายส่วนครับอันแรกก็จะเป็นฐานรองเมนบอร์ด สำหรับเป็นที่ยึดเมนบอร์ดให้ติดแน่นอยู่กับเคสต่อมาก็จะเป็นปุ่มควบคุมประกอบด้วย ปุ่ม เปิด – ปิดเครื่อง และปุ่มรีเซตเครื่องรวมถึงไฟแสดงสถานะการทำงานของฮาร์ดดิสก์ และไฟแสดงสถานะว่าตอนนี้เครื่องทำงานอยู่แล้วก็ลำโพงเล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับการแจ้งเตือนข้อผิดพลาดด้วยเสียงมันยังมีช่องสำหรับใส่ไดรฟ์ซีดีรอม, ฟรอบปีดิสก์ไดรฟ์ และช่องสำหรับใส่ฮาร์ดดิสก์และมี Bracket เป็นช่องทางสำหรับอุปกรณ์ต้องเชื่อมต่อภายนอกกับอุปกรณ์อื่นมีช่องระบายความร้อน ซึ่งสามารถติดตั้งพัดลมเพื่อช่วยในการระบายความร้อนมีฝาครอบเคส เป็นฝาที่สามารถ เปิด – ปิด ได้เพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ภายในเคสมีเพาเวอร์ซัพพลาย เป็นอุปกรณ์สำหรับจ่ายพลังงาน โดยมากมักมาพร้อมเคสเสมอสุดท้ายก็พอร์ต USB และพอร์ตมัลติมีเดีย ซึ่งจะอยู่ด้านหน้าเคส ทำให้ติดตั้งอุปกรณ์ได้สะดวกขึ้นแล้วการเลือกซื้อเคสจะเลือกอย่างไร การเลือกซื้อเคส คุณต้องเลือกเคสที่รองรับเมนบอร์ดของคุณ ถ้าใช้เมนบอร์ด Pentium 4 ก็ควรเลือกเคส ATX สำหรับ Pentium 4 ซึ่งเป็นหลักการเลือกซื้อเบื้องต้น ต่อจากนั้น ก็ให้คุณเลือกเคสที่มีการออกแบบตรงใจคุณ ต่อจากนั้น ก็ต้องดูด้วยขนาดของเมนบอร์ดว่าเป็นแบบใด แต่ส่วนมากแล้วเคสส่วนใหญ่ ก็สามารถใส่ได้กับเมนบอร์ดทุกรุ่นอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังควรพิจารณาถึงจำนวนช่องสำหรับใส่อุปกรณ์ การติดตั้งพอร์ต USB ด้านหน้าและควรเลือกเคสที่มีระบบระบายความร้อนที่ดี สุดท้ายควรพิจารณาด้วยว่าเพาเวอร์ซัพพลายของเคสรุ่นนี้ เพียงพอกับอุปกรณ์ในเคสหรือไม่ ซึ่งควรใช้เพาเวอร์ซัพพลายขนาด 250 วัตต์ขึ้นไป ผมคิดว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านรู้จักเคสดีขึ้นครับ

BIOS

BIOS คืออะไร

BIOS ย่อมาจาก Basic Input Output System คือโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจำถาวรอย่าง ROM ซึ่งรอมนั้นเป็นหน่วยความจำที่ไม่ต้องมีไฟฟ้าเลี้ยงตัวรอมก็ได้ ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในรอมก็จะไม่หายไปไหน


โปรแกรม BIOS เป็นโปรแกรมที่คอมพิวเตอร์จะเรียกใช้งานเป็นโปรแกรมแรก ๆในการเปิดเครื่อง โดยเราจะได้ยินเสียง BIOS ในการเปิดเครื่องทุกครั้ง ซึ่งเสียงทุกเสียงในตอนเปิดเครื่องจะบ่งบอกถึงปัญหาและสภาพของคอมพิวเตอร์





หน้าตาโปรแกรม BIOS

BIOS ที่ใช้งานกันทั่วไปแบ่งเป็น 3 แบบด้วยกันคือ

1. ไบออสของ Award เป็นไบออสที่นิยมใช้งานที่สุด เพราะมีการออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจในการปรับแต่งต่าง ๆได้ง่ายขึ้น โดยทาง Award นั้นมุ่งเน้นในการผลิตไบออสให้กับเมนบอร์ดเพียงอย่างเดียว

2. ไบออสของ AMI เป็นไบออสตัวแรก ๆที่มีการใฃ้เมาส์ในการปรับแต่งไบออส ซึ่งต่อมาได้การพัฒนาให้มีการใช้งานง่ายมากขึ้นซึ่งอาจจะเทียบเท่าหรือเหมือนกับ ไบออส Award เลยทีเดียว

3. ไบออสของ Phoenix เป็นไบออสที่ไม่ค่อยมีตัวเลือกในการปรับแต่ซักเท่าไร ซึ่งส่วนมากแล้วจะใช้งานกับเครื่องที่มียี่ห้อ เพราะว่าไบออสPhoenix จะมีการปรับตั้งค่ามาจากโรงงานผู้ผลิตแล้ว ในปัจจุบันไบออสของ Phoenix ได้รวมกิจการกับ ไบออสของ Award แล้ว



ตัวอย่างชิบ (CHIP) BIOS

BIOS ทำหน้าที่อะไร

หน้าที่ของ BIOS หลัก ๆก็คือโปรแกรมขนาดเล็กที่ทำงานเป็นโปรแกรมแรก ซึ่งโปรแกรม BIOS จะทำงานต่ำกว่าระบบปฏิบัติการ ซึ่งไบออสจะคอยตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆในการเชื่อมต่อ อาทิ ฮาร์ดดิกส์ ซีดีรอม เป็นต้น เพื่อตรวจสอบความผิดพลาดต่าง ๆ เมื่อพบความผิดพลาดก็จะรายงานออกมาที่หน้าจอหรือรายงานออกมาเป็นเสียงในตอนเปิดเครื่องก็ได้เช่นกัน


หลังจากตรวจสอบแล้ว ไบออสจะโหลดระบบปฏิบัติการจากฮาร์ดดิสก์ ไปที่แรม(Ram) หลังจากนั้นไบออสจะทำหน้าที่บริหารจัดการการไหลของข้อมูลระหว่างระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่


ประโยชน์ของ BIOS มีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของ BIOS หลักๆ และสามารถแบ่งได้เป็นข้อๆดังนี้

1. เราสามารถปรับแต่งไบออสภายในเครื่องให้ทำงานอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งจะทำให้การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเร็วขึ้น แต่ถ้าปรับแต่งไบออสมีการผิดพลาดก็จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ค้างได้เหมือนกัน

2. แก้ปัญหาฮาร์ดแวร์ต่างๆ ซึ่งในบางครั้งมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม แต่ไม่สามารถทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เราสามารถปรับแต่งไบออสเพื่อแก้ไขปัญหานี้ได้เช่นกัน

3. ไบออสสามารถรายงานผลต่างๆที่เป็นปัญหาออกมาเป็นจังหวะเสียง เพื่อให้ผู้ตรวจสอบพบปัญหาได้ง่ายขึ้นและแก้ไขปัญหานั้นได้ตรงจุด

โปรแกรม BIOS เป็นโปรแกรมที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าโปรแกรมไบออสเสียหรือใช้งานไม่ได้ เราก็ไม่สามารถที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เหมือนกัน ผู้ที่หวังจะเป็นช่างคอมพิวเตอร์ที่เก่งควรมั่นศึกษาเสียงของ BIOS แต่ละยี่ห้อไว้เพื่อจะได้ทำการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น